แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Excel แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Excel แสดงบทความทั้งหมด

วันศุกร์ที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2562

Extract original images from Word, Excel document



 

6 วิธีสำหรับนำภาพต้นฉบับออกจากเอกสาร Word, Excel โดยยังคงคุณสมบัติดั้งเดิมไว้ทุกประการ
สาเหตุ ที่ทำให้การนำภาพประกอบจากในเอกสาร Word, Excel ออกมา Print มักจะทำให้สีเพี้ยนไปจากที่แสดงผลใน Monitor ก็เพราะว่า ...
1. คนส่วนใหญ่ไม่ได้สนใจว่าภาพประกอบในเอกสาร Word, Excel นั้น ต้นฉบับบของภาพใช้โหมดสีอะไร และภาพที่เราพบเห็นส่วนใหญ่ก็มักจะเป็นโหมด RGB (โหมดแสดงผล) มีน้อยมากที่จะเป็นโหมด CMYK (โหมดพิมพ์) ซึ่งวิธีการแก้ไขก็ต้องนำภาพไปปรับโหมด รวมไปถึงปรับแต่งด้วยโปรแกรมในกลุ่ม Graphic เช่น Photoshop, Gimp หรือถ้าภาพประกอบเป็น Vector ก็ควรนำไปตรวจสอบคุณสมบัติด้วย Adobe Illustrator, CorelDRAW ก่อนการพิมพ์เป็นต้น
2. ภาพที่สามารถนำมาเป็นภาพประกอบในเอกสาร Word, Excel นั้นมีหลายนามสกุลไฟล์ (Extension), แต่ละนามสกุลไฟล์ก็สามารถตั้งค่าคุณสมบัติได้แตกต่างกันออกไป
เช่น *.png ก็จะมีทั้ง png 24, png8 บางภาพก็กำหนดให้พื้นหลังโปล่งใส, ถ้าเป็น *.png8 ก็ยังสามารถกำหนด และควบคุมการแสดงผลของจำนวนสีได้อีกด้วย หรือ...
*.gif สามารถกำหนดคุณสมบัติเหมือนกับ *.png8 ทุกประการ แต่จะเพิ่มความสามารถในการนำไปสร้างเป็นภาพเคลื่อนไหวได้ด้วย (Animition.gif)
3. ภาพประกอบที่มีนามสกุล *.eps, *.wmf สีเพี้ยนแน่นอนครับ แต่มันมีข้อดีก็ตรงที่ถ้านำภาพต้นฉบับออกมา ตามวิธีการข้อ A, B(ข้างล่าง) คุณก็จะได้ภาพ Vector ที่ยังคงแยก Layers และสามารถปรับแต่งได้ตามใจชอบในโปรแกรม Illustrator
4. และเวลาคุณดึงภาพออกมาพิมพ์ส่วนใหญ่ก็ไม่ได้ตั้งขอสงสัยด้วยว่า...เฮ๊ย! แล้วไฟล์ต้นฉบับของภาพมันเป็นมีนามสกุล (Extension) อะไร?, ใช้โหมดสีอะไร?, เหมาะสำหรับโหมดพิมพ์หรือเปล่า? ...ฯลฯซึ่งวิธีการแก้ไขขั้นแรกที่คุณควรทำก็คือ คุณต้องนำภาพต้นฉบับที่อยู่ในเอกสาร Word, Excel ออกมาก่อนครับ
5. ในการดูภาพในเอกสารจริง ถ้าคุณไม่ใช่คนที่สร้างไฟล์ขึ้นมาเอง คุณก็จะไม่รู้ว่าภาพประกอบนั้นๆมีนามสกุลดั้งเดิมเป็น *.อะไร




*อ่านก่อน*
- ต้องทำความเข้าใจก่อนว่า ปัญหานี้ดูเหมือน Microsoft ก็มีการปรับปรุงแก้ไขทุกครั้งที่มีการปรับรุ่น ของโปรแกรมชุด MS Office, เพราะจะสังเกตได้ว่า ภาพประกอบในแต่ละนามสกุลไฟล์ที่ได้จากการ Save, Copy, Paste, รวมไปถึงวิธีการต่างๆที่จะกล่าวถึงในบทความนี้ ของ MS Word, Excel ในแต่ละรุ่นนั้นให้ผลลัพธ์ที่ไม่เหมือนกันหมดทุกเรื่อง

ตัวอย่าง เอกสาร Word ข้างล่างนี้ วางอยู่ในตารางที่มีพื้นสีเทา และ ใช้ภาพประกอบที่มีนามสกุลไฟล์แตกต่างกันทั้งหมด 11 ภาพ และ ไฟล์ต้นฉบับของแต่ละภาพจะมีขนาดเท่ากันคือ 350 x 350 pixel, บางภาพก็มีการย่อ/ขยาย, ปรับเอียง รวมไปถึงการใช้ Styles ปรับแต่งภาพด้วย
Example extensions image

 


☺ วิธีนำไฟล์ภาพต้นฉบับออกจากเอกสาร Word, Excel 





เลือกทำตามวิธีใดวิธีหนึ่ง ตามความเหมาะสม




A. นำภาพต้นฉบับออกมาใช้ด้วย WinRAR หรือ 7 Zip ดูภาพประกอบตามหมายเลข


1. คลิกขวาบน File.docx หรือ .xlsx ที่คุณต้องการนำภาพออก > Open with > 7zip File Manager หรือ WinRAR archiver(ถ้าคอมพิวเตอร์ของคุณยังไม่มีตัวเลือก แบบภาพตัวอย่างให้คลิกหาที่ Choose default program...)
Extract original images from Word, Excel  with winrar  or 7Zip 2. ที่หน้าต่าง Winrar หรือ 7 Zip เปิดเข้าไปที่โฟลเดอร์ word
**
ถ้าเป็นไฟล์ Excel ให้เปิดเข้าไปที่ 
xl
3. ลากโฟลเดอร์ media ออกมาวางไว้ที่หน้า Desktop หรือ ที่ โฟลเดอร์ใดๆก็ได้ตามที่คุณต้องการ
- เปิดโฟลเดอร์ media ดูครับ ก็จะมีภาพต้นฉบับอยู่ในนั้น (ภาพจะเรียงลำดับตามที่วางไว้ในเอกสาร Word, Excel)

Extract original images from Word, Excel  with WinRAR  or 7Zip
3. *หรือ* คุณจะเปิดเข้าไปในโฟลเดอร์ media อีกชั้น > กด Ctrl + A > ลากภาพออกมาจาก WinRAR, 7zip หรือ จะลากภาพออกมาทีละภาพก็ได้

เรื่องที่น่าสนใจ: ด้วยความสามารถในการเปิดไฟล์ของ *.docx, *..xlsx ของโปรแกรม WinRAR และ 7 Zip ในลักษณะนี้ คุณก็สามารถนำวิธีการดังกล่าวมาซ่อน ไฟล์ และ โฟลเดอร์ที่เป็นความลับ ให้ฝังเข้าไปในเอกสารได้ด้วย วิธีทำก็ไม่ยาก อ่านได้จาก บทความนี้ครับ Hide file,folder behind Word document.docx & Excel document.xlsx









 

B. ขั้นตอนที่ง่ายกว่า ถ้าคุณใช้ 7zip

7zip จะมีเมนูคลิกขวาเพื่อจัดการกับไฟล์/โฟลเดอร์ได้หลายคำสั่ง ซึ่งง่ายกว่า WinRAR มากทีเดียว, และข้อดีอีกข้อของ 7zip ก็คือ มันเป็น Freeware ครับ, Download มาใช้งานได้ฟรี หมดปัญหาเรื่องการละเมิดลิขสิทธิ์

วิธีนำภาพต้นฉบับออกมาใช้ด้วย 7zip ก็ดูจาก ภาพตัวอย่างข้างล่างครับ

>> คลิกขวาบน File.docx หรือ *.xlsx ที่คุณต้องการนำภาพออก > 7zip > Extract hear > ดับเบิลคลิกเพื่อเปิดเข้าไปที่โฟลเดอร์ Word (ถ้าเป็นไฟล์ Excel ให้เปิดเข้าไปที่ xl) > media ตามลำดับ ก็จะเห็นภาพทั้งหมดอยู่ในนั้น

Extract original images from Word, Excel document with 7zip








C. นำภาพต้นฉบับออกจาก Word, Excel ด้วยการเปลี่ยนนามสกุลเป็น *.zip แล้วเปิดด้วย Windows Explorer ใน Windows 7, 8, 10

ในขณะที่ผมเขียนบทความอยู่นี้ MS ปล่อย Win 10 รุ่นทดลองที่2 (InsiderPreview) ออกมาให้ Download ได้ประมาณ 4วันแล้วมั๊ง ผมทดลองใช้ดูความสามารถในการเปิด Zip file ก็เป็นแบบเดียวกับ Win 7, 8
วิธีนี้ทำได้ง่าย และไม่ต้องพึ่ง Software แต่ที่ผมนำมาเขียนเป็น ข้อ C.ก็เพราะว่าทุกวันนี้คนที่ยังใช้ XP, Vista ก็ยังมีอยู่ และความสามารถนี้ก็ไม่มีใน XP, Vista ด้วย
Extract original images from word excel document with windows explorer in windows 7,8,10
วิธีทำ (ดูภาพตัวอย่างตามหมายเลข)

1 . เปลี่ยนนามสกุลไฟล์ของ Word, Excel เป็น .zip 
(จะมี Pop-up ขึ้นมาถามเพื่อยืนยันให้ตอบ Yes)

2. Double click ที่ไฟล์ .zip เพื่อเปิดโฟลเดอร์
(หรือคลิกขวา > Open with > Wondows Explorer ก็ได้)

3. เปิดเข้าไปที่โฟลเดอร์ word 
(ถ้าเป็น Excel จะชื่อ xl)

4. ลากโฟลเดอร์ที่ชื่อ media มาวางที่ Desktop หรือ ที่ไหนก็ได้ตามต้องการ, ภาพประกอบทั้งหมดจะอยู่ในนั้น




Note วิธีการตั้งแต่ข้อ A, B, C.
- ภาพประกอบที่มีนามสกุลเป็น *.eps (Vector) จะถูกเปลี่ยนนามสกุลไฟล์เป็น *.wmf (Vector เช่นกัน) ซึ่งคุณสามารถนำไปปรับแต่ง, แก้ไขได้ด้วย Illustrator โดยยังคงมีคุณสมบัติของการแยก Object และ Layers อยู่เหมือนเดิม แต่ก็มีข้อเสียตรงที่ สีเพี้ยนไปครับ
- ภาพประกอบที่เป็น Animation.gif (ภาพเคลื่นไหว) จะยังคงมีคุณสมบัติเหมือนเดิม






 

D. นำภาพต้นฉบับออกจาก Word โดยการเปลี่ยนนามสกุลไฟล์จาก *.docx ไปเป็น Web page, Filtered (*.htm, *.html)

Note:
- โปรแกรม Excel ( *.xlsx ) ไม่มีตัวเลือกนี้ครับ (แนะนำให้ใช้วิธีการตามข้อ A, B) 
- วิธีการนี้ ไม่เหมาะสำหรับการแยกภาพประกอบที่เป็น Vector เช่น *.eps,
 *.wmf เพราะโปรแกรมจะแปลงภาพให้กลายเป็น *.png

วิธีทำ ดูภาพประกอบตามหมายเลข
1. ในเอกสาร Word > ถ้าภาพประกอบมีการปรับแต่งไม่ว่าจะเป็น Styles, , Effects หรืออื่นๆ ที่เป็นเป็นการปรับแต่งด้วยความสามารถของ Word ให้คุณคืนค่าของภาพทั้งหมดก่อน (Reset Picture & Size)
** แต่ถ้าคุณต้องการภาพที่มีลักษณะเหมือนกับที่เห็นในเอกสารอยู่แล้ว ก็ไม่ต้องคืนค่าก็ได้
Example extensions images
2. คลิกที่ File > Save as > เลือก Directory (ที่เก็บ File, Folder) > ที่ตัวเลือกSave as type เลือกเป็น Web page, Filtered(*.htm, *.html)
Change file extension to bring back original images in word
Word html file3. เปิดเข้าไปดูในโฟล์เดอร์ที่ Save ไว้ครับ จะเห็นว่าภาพต้นฉบับทั้งหมดจะถูกเก็บไว้ในนี้ โดยยังคงมีนามสกุล และขนาดของไฟล์ ที่เหมือนต้นฉับ
ข้อสังเกต
- ถ้าภาพประกอบมีนามสกุลเป็น *.eps, *.wmf โปรแกรมจะแปลงนามสกุลไปเป็น *.png ให้โดยอัตโนมัติ 
- ถ้าภาพประกอบ Vector นั้นๆมีพื้นหลังโปล่งใส (Transparence background), ไฟล์ภาพ *.png ที่ Save นั้นก็ยังคงมีพื้นหลังที่โปล่งใสอยู่เหมือนเดิม







E. การใช้คำสั่ง Save as Picture... ใน MS Word

คำสั่ง Save as Picture... เหมาะสำหรับการนำไฟล์ภาพต้นฉบับออกมาใช้ทีละภาพครับ แต่ก็มีข้อควรจำอยู่ว่า...
MS Word  save as picture1. Save as Picture... เป็นคำสั่งที่เพิ่มเข้ามาตั้งแต่ MS Word 2010, ฉะนั้นถ้าคุณใช้รุ่นที่เก่ากว่าก็ไม่มีคำสั่งนี้ และ ใน Excel ก็ไม่มีคำสั่งนี้เช่นกัน
2. ก่อนการ Save คุณไม่จำเป็นต้องคืนค่า Styles, Effects ใดๆ (ไม่ต้อง Reset Picture & Site) ** ผมทดลองเฉพาะ Word 2010 และ Word 2013, สำหรับรุ่น 2007 กับ 2003 ผมจำไม่ได้แล้ว
3. ในการ Save โปรแกรมจะเลือกนามสกุลดั้งเดิมให้อัตโนมัติ, ถ้าคุณต้องการภาพต้นฉบับจริงๆก็ไม่ควรเปลียนนามสกุลไฟล์
4. ถ้าภาพประกอบมีนามสกุลเป็น *.eps, *.wmf โปรแกรมจะแปลงนามสกุลไปเป็น *.pngให้โดยอัตโนมัติ (ไม่มีคุณสมบัติของ Vector file อีกต่อไป) และถ้าไฟล์นั้นมีพื้นหลังโปร่งใส *.png ที่โปรแกรม Save ให้ก็ยังจะโปร่งใสเหมือนเดิม 
5.
 ถ้าภาพประกอบเป็น Animation.gif (ภาพเคลื่อนไหว) โปรแกรมก็จะ Save เป็น Animation.gif ให้เช่นกัน แต่ ภาพเคลื่อนไหวนั้นจะทำงานเพียงรอบเดียวแล้วหยุดไป (ตามปกติ Animation.gif มักจะกำหนดให้เคลื่อนไหวแบบวนซ้ำๆมากกว่า)









Copy image form MS Word to photoshopF. การใช้คำสั่ง Copy ใน MS Word จากนั้นนำไป Paste ในโปรแกรมจัดการกับภาพ

วิธีการนี้ผมไม่แนะนำ เพราะมีข้อเสียค่อนข้างมาก (แต่ถ้าคุณไม่สนใจรายละเอียดอะไรมากมายก็สามารถทำได้)
ไม่ว่าคุณจะใช้คำสั่ง Copy (Ctrl+C) จากนั้นนำไป Paste ( Ctrl+V ) ในโปรแกรมจัดการภาพอะไรก็แล้วแต่ เช่น Photoshop, Paint, Illustrator, Gimp, ฯลฯ ก็จะได้ผลลัพธ์ตามนี้
1. คุณจะไม่มีโอกาศได้รู้ว่าภาพต้นฉบับนั้นมีนามสกุลดั้งเดิมเป็น *.อะไร?
2. ถ้าภาพประกอบมีการย่อ/ขยาย, ปรับแต่ง Styles, Effects หรืออื่นๆ และคุณไม่ได้ใช้คำสั่ง Reset Picture & Size ภาพที่ได้จากการ Paste ก็จะมีขนาดเล็ก/ใหญ่ และ รูปแบบตามที่เห็นใน Word ทุกประการ
3. ภาพที่มี Background โปร่งใส: เมื่อใช้คำสั่ง Copy/Paste จะได้ภาพที่มี Background เป็นสีขาวแทน
4. ภาพประกอบที่เป็น Vector จะกลายเป็นภาพ Bitmap
5. ภาพที่เป็น Ainmation.gif ก็จะกลายเป็นภาพนิ่งธรรมดา






วันพฤหัสบดีที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2558

How to Encrypt MS Word, Excel, PowerPoint


 


วิธีการเข้าระหัส โดยการใส่ Password เอกสาร MS Word, Excel, PowerPoint




How to encrypt Word & Excel documents




เอกสารที่สร้างมาจากโปรแกรม MS Word, Excel, PowerPoint สามารถกำหนดค่าความปลอดภัยได้หลายรูปแบบ ซึ่งความสามารถเหล่านี้มีมากับ MS office ตั้งแต่รุ่น 2007 (2003 จะมีความสามารถนี้หรือเปล่า ผมไม่รู้นะ)
บทความนี้จะอธิบายถึงวิธีการตั้งค่าระหัสผ่าน ให้กับเอกสาร
* ภาพประกอบของผมจะใช้ MS Word 2013 ครับ ถ้าคุณใช้รุ่นที่ต่างออกไป ให้ใช้วิธีการเทียบเคียง

 

 


 


A. วิธีการเข้าระหัสเอกสารโดยการใส่ Password (ดูภาพประกอบตามหมายเลข)


How to encryption word document
How to encryption word document

 

 

 




1. เปิดเอกสารที่คุณต้องการเข้าระหัส (Word, Excel, Power Point document) > คลิกที่ File


2. ที่ Info คลิกที่ > Protect Document 
(Excel = Protect Workbook, Power point =
Protect Presentation)


3.คลิก Encrypt with password


4. ที่ Encrypt Document dialog box ให้คุณใส่ Password ตามต้องการ > คลิก OK


5. ยืนยัน Password อีกครั้ง > คลิก OK


Word document encryption
วิธีเปิดเอกสาร
ถ้าคุณคลิกเปิดเอกสารก็จะมี Dialog box เปิดขึ้นมา > ให้คุณใส่ Password > คลิก OK


B. Options อื่นๆสำหรับการตั้งค่าความปลอดภัย ของเอกสาร Word และ Excel


1. Mark as Final (กำหนดให้เอกสารเป็นขั้นสุดท้าย) ใช้ในกรณีที่คุณต้องการแจ้งให้คนอ่านทราบว่านี่เป็นการแก้ไขครั้งสุดท้ายที่เสร็จสมบูรณ์ เมื่อคุณประกาศสถานะเอกสารเป็น Mark as Final จะทำให้คำสั่ง พิมพ์, แก้ไข, และเครื่องหมายพิสูตรตัวอักษรถูกปิด
แต่ การตั้งค่านี้ยังสามารถแก้ไขได้ถ้าคุณคลิกที่ Edit Anyway.
2. Encrypt with password (เข้าระหัสเอกสาร) อธิบายไปแล้วในข้อ A.
Protect Document Options3. Restrict Editing (จำกัดการแก้ไขเอกสาร)
- ถ้าคุณเลือก Optionนี้ จะมี หัวข้อย่อยสำหรับการจำกัดการแก้ไขให้คุณตั้งค่า
- คุณาสามารถใส่ Password ได้ แต่ Password ที่ใส่ลงไปนั้น จะใช้สำหรับการแก้ไขเอกสารครับ (ถ้าใครมี Password ก็สามารถแก้ไขเอกาสรได้ แต่ถ้าไม่มี Password ก็จะอ่านได้อย่างเดียว)
- อ่านวิธีทำได้จาก Link นี้ครับ

Restrict Access (จำกัดการเข้าถึง) เมื่อคุณคลิกตัวเลือกนี้ก็จะมีข้อความแสดงออกมาตารูป 
ซึ่งก็หมายความว่า ให้คุณ 
เชื่อมต่อกับเซิร์ฟเวอร์ระบบจัดการลิขสิทธ์ดิจิตอล และรับเทมพลต
5. Add a Digital Signature(เพิ่มลายเซ็นดิจิตอล) : จะมี Dialog box อธิบายว่า คุณต้องใช้ระหัสดิจิทัลในการเซ็นเอกสาร Microsoft Office คุณต้องการรับระหัสดิจิทัลจากคู่ค้าของ Microsoft ในตอนนี้หรือไม่ ถ้าคุณคลิก Yes ก็จะเป็นการเชื่อมต่อไปที่ https://support.office.com
Page Digital ID . ในหัวข้อที่


☺ Info ☻



How to set & remove password in MS Office 2010 Word, Power Point and Excel document
https://www.youtube.com/watch?v=mVKb1CUr8-A 









How to Setting Restrict Editing on MS Word Excel, PowerPoint document


 

วิธีจำกัดการแก้ไขในเอกสาร Word Excel, PowerPoint



Setting Restrict Editing on Word Excel, PowerPoint document


ถ้าเทียบกับปริมาณการใช้งานในชีวิตประจำวัน อย่างผมก็คงจัดอยู่ในกลุ่มที่ใช้โปรแกรมชุด MS Office ค่อนข้างน้อยมาก ไม่ได้ถึงขั้นเทพอะไร แต่ที่อยากจะ Review เรื่องวิธี Protect Document (การป้องกันเอกสาร) เพราะถ้าพูดถึงเรื่องของความปลอดภัย หลายคนจะไปนึกถึง Adobe Acobat มากกว่า และยังมีคนจำนวนมากที่ไม่เคยสังเกตเลยว่า โปรแกรม Office ที่ทุกคนมีอยู่ในเครื่องนั้น ก็ทำได้เหมือนกัน
ในบทความของผมใช้ Word 2013, ถ้าคุณใช้ V. 2010, 2007 ให้ใช้วิธีการเทียบเคียงได้ หรือดูที่ VDO Clip ข้างล่างของ Webpage






A. วิธีการเข้าถึงการตั้งค่า Restrict Editing


1. เปิดเอกสารที่คุณต้องการตั้งค่าขึ้นมา จากนั้น เลือกทำตามข้อใดข้อหนึ่ง
1.1 ถ้าเปิดโปรแกรม Word แบบเต็มหน้าต่าง: คลิกที่ REVIEW Tab > Restrict Editing
1.2
 ถ้าเปิดโปรแกรม Word แบบหน้าต่างเล็ก: คลิกที่ REVIEW Tab > Protect > Restrict Editing 
1.3 หรือ คลิกที่ FILE > INFO > Protect Document >
 Restrict Editing
Setting Restrict Editing on Word Excel, PowerPoint document
Restrict Editing Options (Word, Excel, PowerPoint )

2. Restric Editing Options จะเปิดขึ้นมาที่แถบด้านขวาของโปรแกรม





wait ถ้าคุณคิดว่า พอจะทำความเข้าใจหัวข้อต่างๆของการตั้งค่าได้ไม่ยาก ก็เลือกตั้งค่าตามต้องการ จากนั้นก็คลิกที่ 
Yes, Start Enforcing Protection เลยก็ได้, แต่ถ้าไม่ชัวร์ ก็อ่านวิธีตั้งค่าที่ข้อ B.








B. ตัวเลือกต่างๆ และ วิธีการตั้งค่า (ดูภาพประกอบตามหมายเลข)



Restrict Editing (Formatting-restictions)1. Formatting restrictions (จำกัดการจัดรูปแบบ) : ถ้าต้องการตั้งค่า ให้คลิกที่ Setting...จากนั้น ติ๊กถูกที่...
v Limit formatting to a select of styles
1.1 Checked styles are Currently allowed: อธิบายอย่างง่ายก็คือ ถ้าคุณไม่ต้องการให้มีการปรับแต่ง หรือ ต้องการยกเลิกการใช้ตัวเลือกไหน (Styles, รูปแบบ) ให้คุณเอาครื่องหมายถูกออกจากตัวเลือกนั้น
หรือคลิกที่ตัวเลือกย่อย ตามนี้
- All: ปรับแต่ง แก้ไขได้ทั้งหมด
- Recommended Minimum: จำกัดเท่าที่จำเป็น (เป็นค่าที่โปรแกรมแนะนำ)
- None: ไม่สามารถปรับแต่งแก้ไข Styles ใดๆได้เลย
1.2 Formatting :ตัวเลือกสำหรับ จำกัดการจัดรูปแบบ
A อนุญาติให้การจัดรูปแบบอัตโนมัติแทนที่ข้อจำกัด ของการจัดรูปแบบ
B : บล็อกการสลับไปยังธีมหรือโครงร่าง
C : บล็อกการสลับไปยังการตั้งค่าสไตล์ด่วน
1.3 เมื่อตั้งค่าเสร็จแล้วคลิก OK > จะมี Pop-up ขึ้นมาถามตามรูป, จากตัวอย่าง (1.1) ผมติ๊กถูกที่ Heading 2, Heading 3 ถ้าผมเลือกเป็น...
.No = รูปแบบ Styles ที่ตั้งค่า หรือปรับแต่งไว้จะยังคงอยู่ 
Yes = การตั้งค่า หรือ ปรับแต่ง Styles ที่ไม่มี เครื่องหมายถูกจะถูกโปรแกรมล้างออก (ดูความแตกต่างที่ตัวอย่างข้างล่าง)
MS Word Restrict-Editing






MS Word Editing restictions
2. Editing restrictions (จำกัดการแก้ไข), ให้คุณติ๊กถูกที่...
v[1]Allow this type of editing in the document (อนุุญาตให้เฉพาะการแก้ไขประเภทนี้ในเอกสารเท่านั้น)

2.1 เลือก ตัวเลือกย่อยใน Drop-down list
- Tracked changes = การเปลี่ยนแปลงที่ติดตาม
- Comment = ข้อคิดเห็น
- Filling in forms = การกรอกฟอร์ม
No changes (Read only) = ไม่มีการเปลี่ยนแปลง อ่านเท่านั้น (ค่าเริ่มต้นของโปรแกรม)
2.2 Exceptions (Optional): ข้อยกเว้น (เป็นทางเลือกคุณจะใส่ หรือ ไม่ใส่ก็ได้) ตัวเลือกนี้ส่วนใหญ่จะใช้กับคอมพิวเตอร์ที่แบ่งเป็นหลาย User หรือ คอมพิวเตอร์ที่มีการเชื่อมต่อมากกว่าครับ ถ้าคุณใช้โปรแกรมบนคอมพิวเตอร์ส่วนตัว หัวข้อนี้คุณจะตั้งค่าหรือไม่ก็ได้ซึ่งในช่องที่มีให้เลือกเป็น Everyone นั้น จะมี Options อีก 3 ตัวเลือกดังนี้
- Fine next region this user can edit = หาขอบเขตถัดไปที่ผู้ใช้รายนี้แก้ไขได้
- 
Show all regions this user can edit
 = แสดงขอบเขตทั้งหมดที่ผู้ใช้รายนี้แก้ไขได้
- 
Remove all editing permissions for this user = ลบสิทธิ์ทุกการแก้ไขของผู้ใช้รายนี้
2.3 Add users...ใช้สำหรับเพิ่มชื่อผู้ใช้ โดยการคั่นด้วยเครรื่องหมาย ; (semicolons, อัฒภาค)
- User ที่คุณใส่เข้าไป จะมีผลให้สามารถ แก้ไขเอกสารใด้ในภายหลังด้วย ซึ่งจะสัมพันธ์กับตัวเลือก User authentication ในข้อ 3.2
- ตรงนี้ผมใช้คอมพิวเตอร์ส่วนตัวแบบเดี่ยวๆ (Stand-alone) เลยไม่สามารถทดลองตั้งค่าได้ครับ








 MS Word Start enforcement


3. Start enforcement (เริ่มการบังคับ)
ข้อความในโปรแกรมก็จะบอกว่า คุณพร้อมที่จะใช้การตั้งค่านี้หรือไม่ (คุณสามารถปิดการตั้งค่านี้ได้ในภายหลัง)

3.1 ถ้าคุณตั้งค่าตามต้องการเสร็จแล้ว
ให้คลิกที่
 
.Yes, Start Enforcing Protection




3.2 ใส่ Password ตามต้องการ > พิมพ์ Password อีกครั้งที่ช่อง Confirm > OK


บทความที่เกี่ยวข้องจากเว็บอื่น
- Setting Editing Restrictions in Word 2013 - Restrict Editing To Secure Word 2010 Document

Restricting Access to Documents and Messages MS Word 2007
http://www.youtube.com/watch?v=VvtHL0vkHkM